แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยานิพนธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยานิพนธ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

การพัฒนานวัตกรรมการสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา โดยใช้วิธีการสอนการเรียนรู้ภาษาแบบร่วมมือ

 การพัฒนานวัตกรรมการสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา โดยใช้วิธีการสอนการเรียนรู้ภาษาแบบร่วมมือ

ปี : 2555

หมวด : รายงานการวิจัย

ผู้แต่ง : กาญจนา ชาตตระกูล 
ผู้แต่งร่วม : วนิดา อัญชลีวิทยกุล, ปิยธิดา สุกกระ, สรพล จิระสวัสดิ์, ขวัญสุดา ดีศิริ, อัจฉรา วงศ์โสธร

กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนสองภาษา หลักสูตรไทย-อังกฤษ สังกัดกรุงเทพมหานคร

ชื่อเรื่อง : กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนสองภาษา หลักสูตรไทย-อังกฤษ สังกัดกรุงเทพมหานคร

ปี : 2562

หมวด : วิทยานิพนธ์

ผู้แต่ง : โสภณา เศวตคชกุล

ผู้แต่งร่วม : สุวพร เซ็มเฮง


การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตามแนวยุทธศาสตร์การสอนภาษาแบบผสมผสานของมาร์ทัน

 

ชื่อวิทยานิพนธ์การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตามแนวยุทธศาสตร์การสอนภาษาแบบผสมผสานของมาร์ทัน
THE DEVELOPMENT OF ENGLISH TEACHING MODEL FOR STUDENTSAT THE ELEMENTARY EDUCATION LEVEL ACCORDING TO MARTON'SECLECTIC LANGUAGE TEACHING STRATEGY
ชื่อนิสิตอรุณี สถิตย์ภาคีกุล
Arunee Satitpakeekul
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษารศ ดร แรมสมร อยู่สถาพรผศ ดร ทวีวัฒน์ ปิตยานนท์
Asso.Prof.Dr.Ramsamorn YoosathapornAsst.Prof.Dr.Taweewat Pitayanont
ชื่อสถาบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
Chulalongkorn University. Bangkok (Thailand). Graduate School.
ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชาวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. ครุศาสตร์ (หลักสูตรและการสอน)
Master. Education (Curriculum and Instruction)
ปีที่จบการศึกษา2534
บทคัดย่อ(ไทย)การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนภาษาอังกฤษสำหรับใช้สอนนักเรียนระดับประถมศึกษาตามแนวยุทธศาสตร์การสอนภาษาแบบผสมผสานของมาร์ทัน และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ และคะแนนเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้น กับการสอนตามแนวกิจกรรมที่เสนอแนะในคู่มือหนังสือ English Is Fun สำหรับครู บทที่ 1-4 วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 พัฒนารูปแบบการสอน ตอนที่ 2ทดลองใช้รูปแบบการสอน และ ตอนที่ 3 ปรับแก้ไขรูปแบบการสอน ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ คือ (1) รูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 8 อย่าง ได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมาย เนื้อหาและทักษะที่ต้องการสอน ยุทธศาสตร์การสอน กระบวนการสอน (ทบทวนความรู้เดิม รับสาร สร้างมโนทัศน์ ก่อให้เกิดทักษะ สรุปและวัดผล นำความรู้และทักษะไปใช้) วิธีสอน ขั้นตอนและกิจกรรมการสอน การวัดและประเมินผลรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้น แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่กำหนดให้ และส่วนที่ให้ครูได้เลือกนำวิธีและกิจกรรมการสอนมาใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียน (2)ผลการนำรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้ พบว่า รูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ได้จริง ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษระหว่างก่อนและหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05นอกจากนี้ ยังพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
บทคัดย่อ(English)The purposes of this study were to develop anEnglish teaching model for students at the elementaryeducation level according to Marton's eclectic languageteaching strategy and to compare achievement scores ofEnglish subject and attitudes scores towards Englishlearning of the students taught by the developed modeland the instructional plans in the English Is Fun, Book3 teachers' manual, lesson 1-4. The research procedurewas : stage I : Model Development, stage II : ModelImplementation. stage III : Model Revision. The research results were as follow : (1) thedeveloped model consisted of 8 important components :rationale, objectives, contents and skills, teachingstrategy, teaching process (knowledge revision,knowledge reception, concept development, skillpractising, conclusion and evaluation, and knowledgetransferring) , teaching methods, teaching steps andactivities, and measurement and evaluation. Thedeveloped model was composed of 2 parts : thecompulsion and the alternative which the teachers couldpick up the most appropriate teaching method andactivities for their students. The difference betweenpretest and posttest achievement mean scores of theexperimental group was significantly different fromthat of the controlled group at the .05 level. Besides,it was found that the attitude towards English learningmean scores of the two groups were not significantlydifferent.
ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์549 P.
ISBN974-581-589-6.
สถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์
คำสำคัญENGLISH TEACHING MODELELEMENTARY EDUCATION LEVEL ECLECTICLANGUAGE TEACHING STRATEGY
วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง

    รูปแบบการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดจันทบุรี

     

    ชื่อวิทยานิพนธ์รูปแบบการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดจันทบุรี
    DEVELOPMENT MODEL OF THE INTERNAL QUALITY ASSURANCE OPERATIONS IN BASIC EDUCATION INSTITUTIONS, CHANTHABURI PROVINCE.
    ชื่อนิสิตธงไชย บุญเรือง
    Not Available
    ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาเจริญวิชญ์ สมพงษ์ธรรม, ค.ด.ธร สุนทรายุทธ, Ph.D.ไพรัตน์ วงษ์นาม, ค.ด.
    ชื่อสถาบันมหาวิทยาลัยบูรพา. บัณฑิตวิทยาลัย
    Burapha University. Chonburi (Thailand). Graduate School.
    ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชาวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. การศึกษา (การบริหารการศึกษา)
    Not Available
    ปีที่จบการศึกษา2547
    บทคัดย่อ(ไทย)การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัญหา เปรียบเทียบปัญหา และศึกษารูปแบบการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดจันทบุรี กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 144 คน ครูผู้สอนที่เป็นคณะกรรมการดำเนินงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา จำนวน 432 คน และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 6 คน โดยใช้แบบสอบถามปัญหาการดำเนินงานตามระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า และการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาการดำเนินงานตามระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดจันทบุรี โดยรวม และรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง 2. ปัญหาการดำเนินงานตามระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดจันทบุรี โดยรวมจำแนกตามลักษณะของสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 3. รูปแบบการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดจันทบุรี ดังนี้ 3.1 การจัดระบบบริหาร และสารสนเทศ ได้แก่ ให้ความรู้แก่บุคลากร และผู้เกี่ยวข้องกระจายการมีส่วนร่วมทุกฝ่าย และกำหนดคณะทำงานด้านระบบสารสนเทศ 3.2 การพัฒนามาตรฐานการศึกษา ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้ และเทคนิคการวิเคราะห์มาตรฐานประชุมเชิงปฏิบัติการ และจัดทำเอกสารประกอบมาตรฐาน 3.3 การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ได้แก่ ระดมความคิดคณะกรรมการประเมินความต้องการจำเป็น กำหนดยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการ และประชุมชี้แจงผู้เกี่ยวข้อง 3.4 การดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ได้แก่ จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี มอบหมายงาน กระจายอำนาจ ทำงานเป็นทีม สนับสนุน อำนวยความสะดวก และนิเทศติดตาม 3.5 การตรวจสอบ และทบทวนคุณภาพการศึกษา ได้แก่ อบรมให้ความรู้ และทักษะโดยผู้เชี่ยวชาญ 3.6 การประเมินคุณภาพการศึกษา ได้แก่ ประชุมชี้แจงทุกฝ่าย วางแผนการประเมินอย่างเป็นระบบติดตามการประเมิน และพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง 3.7 การรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี ได้แก่ แต่งตั้งผู้รับผิดชอบที่เหมาะสม กำหนดข้อมูล วิธีการเก็บข้อมูล รูปแบบรายงาน และระดมความคิดหาแนวทางพัฒนา 3.8 การผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ได้แก่ ประชุมชี้แจง ระดมความคิด วิเคราะห์ผลหาทางพัฒนา และวางแผนการดำเนินงานต่อไป
    บทคัดย่อ(English)Not Available
    ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
    จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์162 P.
    ISBN974-970-22-X
    สถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์
    คำสำคัญรูปแบบการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดจันทบุรี
    วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง

    การศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 10

     ชื่อวิทยานิพนธ์การศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 10

    A Study of Leadership of Secondary School Administrators under theDepartment of General Education in Educational Region 10ชื่อนิสิตสุรพงษ์ ภูโทถ้ำ
    Surapong Pootothumชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาดร ถวิล ลดาวัลย์อ โกวัฒน์ เทศบุตร
    Dr Tawil LaddawanGowat Taesabutชื่อสถาบันมหาวิทยาลัยมหาสารคาม. บัณฑิตวิทยาลัย
    Mahasarakham University. Mahasarakham (Thailand). Graduate School.ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชาวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. การศึกษา (การบริหารการศึกษา)
    Master. Education (Educational Administration)ปีที่จบการศึกษา2537บทคัดย่อ(ไทย)การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำที่เป็นจริงและที่คาดหวังของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียนและผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 10 ซึ่งประกอบด้วย5 ด้านคือ ด้านความเชื่อมั่นและศรัทธาผู้นำ ด้านการติดต่อสื่อสาร ด้านการควบคุม ด้านการตัดสินใจ และด้านปฏิสัมพันธ์อิทธิพล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นผู้บริหารโรงเรียนและผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 433 คน ซึ่งได้มาโดยการใช้ตารางของเครจซี และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) ส่วนวิธีการสุ่มใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม (Unit Sampling) โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เป็นจริง และที่คาดหวัง ซึ่งผู้วิจัยได้ปรับปรุงมาจากDiagnostic Survey for Leadership Improvement (DSLI) แบบสอบถามเป็นผลงานของ David J. Mullen ซึ่งจัดทำเป็นฉบับภาษาไทย โดย ถวิล ลดาวัลย์ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 52 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.98การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)และทดสอบสมมุติฐาน โดยใช้ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหารและผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา มีทัศนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นจริง รวมทุกด้าน และในแต่ละด้านอยู่ในระดับมาก และมีทัศนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่คาดหวัง รวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนรายด้านพบว่า ด้านความเชื่อมั่นและศรัทธาผู้นำ ด้านการติดต่อสื่อสาร ด้านปฏิสัมพันธ-อิทธิพล อยู่ในระดับมากที่สุดและด้านการตัดสินใจ ด้านการควบคุม อยู่ในระดับมาก 2. ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษามีทัศนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่เป็นจริง รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก และที่คาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าภาวะผู้นำที่เป็นจริงด้านความเชื่อมั่นและศรัทธาผู้นำ ด้านการติดต่อสื่อสาร ด้านการตัดสินใจ ด้านการควบคุมอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านปฏิสัมพันธ์-อิทธิพล อยู่ในระดับมากที่สุด และภาวะผู้นำที่คาดหวัง ด้านความเชื่อมั่นและศรัทธาผู้นำ ด้านการติดต่อสื่อสารด้านการควบคุม ด้านปฏิสัมพันธ์-อิทธิพล อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านการตัดสินใจอยู่ในระดับมาก 3. ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษามีทัศนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่เป็นจริงของผู้บริหารโรงเรียน รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก และที่คาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ภาวะผู้นำที่เป็นจริงแต่ละด้านอยู่ในระดับมาก และภาวะผู้นำที่คาดหวังด้านความเชื่อมั่นและศรัทธาผู้นำ ด้านการติดต่อสื่อสาร ด้านปฏิสัมพันธ์-อิทธิพล อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านการตัดสินใจ และด้านการควบคุม อยู่ในระดับมาก 4. ภาวะผู้นำที่เป็นจริงของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียน และผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน โดยส่วนรวมและเป็นรายด้าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับต่ำกว่า .01 โดยผู้บริหารโรงเรียนมีทัศนะอยู่ในระดับสูงกว่าผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน ส่วนภาวะผู้นำที่คาดหวังของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามทัศนะของผู้บริหารโรงเรียน และผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน รวมทุกด้านและเป็นรายด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 5. ทั้งผู้บริหารโรงเรียน และผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียน มีทัศนะเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่คาดหวังของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สูงกว่าภาวะผู้นำที่เป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับต่ำกว่า .01 ทั้งเป็นรายด้าน และรวมทุกด้าน จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 10 ที่เป็นจริงและที่คาดหวังยังไม่สอดคล้องกัน ยังมองไม่ตรงกันอยู่หลายด้าน หลายประเด็น สมควรที่ผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้ตรวจสอบพิจารณาเพื่อปรับปรุงภาวะผู้นำให้เหมาะสมยิ่งขึ้น สำหรับข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไปคือ 1. ควรทำการวิจัยการศึกษาผู้นำที่เป็นจริงและคาดหวังจากประชากรกลุ่มอื่น ๆ ที่มิใช่ผู้บริหาร และผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา ในการเป็นผู้ให้ความคิดเห็นในการวิจัยเช่น หัวหน้าหมวดวิชา หัวหน้าฝ่าย ครู-อาจารย์ ฝ่ายปฏิบัติการสอน และฝ่ายสนับสนุนการสอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา เพื่อจะได้พบว่าในแต่ละกลุ่มประชากรมีความคิดเห็นอย่างไรในการศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา 2. ควรศึกษาตัวแปรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา เช่น ประสบการณ์ในการศึกษา ภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนในด้านอื่น ๆบทคัดย่อ(English)The purpose of the study was to compare the secondary schooladministrators' IS and SHOULD BF, of leadership as perceived by secondaryschool administrators and assistant administrators under the Department ofGeneral Education in Educational Region 10. The five content areas to becompared included confidence and trust, communication, control,decision-making, and interaction-influence. The sample under this study wascomposed of 433 secondary school administrators and assistantadministrators. They were chosen by using Krejcie and Morgan's Table. Unitsampling was used and the sample was chosen by using simple random samplingmethod. The instrument used for collecting data was questinnaire. Based onthe Diagnostic Survey for Leadership Improvement (DSLI), David J. Muller's,and Tawil Ladawan's versions, the researcher developed a set of 52statement rating scale questionnaire with reliability of 0.98. The analysisof data was done by mean and standard deviation. And t-test was used totest research hypotheses. The results of the study were as follows : 1. The perception of the secondary school adminstrators and assistantadministrators concerning the IS leadership of the five content areasstudied was rated high. Each of the five content areas was also rated high.The five SHOULD BE areas of leadership were all rated high. For each areastudied, confidence and trust, communication, and interaction-influencewere rated highest ; decision-making and control were rated high. 2. The perception of the secondary school administrators concerningthe IS and SHOULD BE leadership was rated at a high and highest levelrespectively. For each content area studied, IS leadership on confidenceand trust, comminication, decision-making, and control were rated high;interaction-influence was rated highest. As for the SHOULD BE leadership.confifence and trust, communication, control, and interaction-influencewere rated highest; decision-making was rated high. 3. The perception of the secondary school assistant administratorsconcerning the administrators' five IS and SHOULD BE leadership was ratedat a high and highest level respectively. The IS leadership for each areawas rated at a high level ; the SHOULD BE leadership on confidence andtrust, communication, and interaction-influence were rated highest ;dicision-making and control were rated high. 4. There was a significant difference at .01 level between theperception of the secondary school administrators and assistant.administrators concerning IS leadership of the school administrators. Theschool administrators rated the perception of IS leadership at a higherlevel than did the assistant administrators, both as a whole, and in eachaspect. However, there was no significant differnoe concerning the SHOULDBE leadership of the school administrators as perceived by schooladministrators and assistant administrators either as a whole or as aseparate aspect. 5. Both the perception of the secondary school administrators, andthe perception of the assistant administrators concerning theadministrators' SHOULD BE leadership was significantly rated higher thanthe IS leadership at .01 level both as a whole and as a separate areastudied. Since there was a difference between the real (IS) and what wasexpected (SHOULD BE) of the leadership of the secondary schooladministrators under the Department of General Education in EducationalRegion 10, the reasercher suggested that secondary school administratorsand other related authority should reconsider the ways in which leadershipbe reasonably improved.ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์135 P.ISBNสถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์คำสำคัญวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง

      ประสิทธิผลของโครงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมไทยคม :วิจัยกรณีการศึกษาแบบนอกระบบโรงเรียน อำเภอสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่ยฝั่งทะเลตะวันออก

      ชื่อวิทยานิพนธ์ประสิทธิผลของโครงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมไทยคม :วิจัยกรณีการศึกษาแบบนอกระบบโรงเรียน อำเภอสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่
      EFFECTIVENESS OF DISTANCE EDUCATION PROJECT THROUGHTHAICOM SATELLITES : A CASE STUDY ON NON-FORMALEDUCATION AT SANKAMPHAENG DISTRICT, CHIENGMAI
      ชื่อนิสิตกองทอง วนเกียรติ
      Kongtong Vanakieat
      ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษารศ ดร กาญจนา แก้วเทพ
      Asso Prof Kanjana Kaewthep Ph D
      ชื่อสถาบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
      Chulalongkorn University. Bangkok. (Thailand). Graduate School.
      ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชาวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. นิเทศศาสตร์ (การสื่อสารมวลชน)
      Master. Arts (Mass Communication)
      ปีที่จบการศึกษา2540
      บทคัดย่อ(ไทย)การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการประเมินประสิทธิผลของโครงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมไทยคมในทัศนะของผู้รับสาร โดยได้ดำเนินการวิจัย 4 รูปแบบคือ การวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้แบบสอบถามนักศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม 300 คน นักศึกษาที่เรียนทางไกลสองระบบ60 คน และสอบถามครูประจำกลุ่ม 25 คน การวิจัยจากเอกสารการวิจัยแบบสัมภาษณ์ โดยสัมภาษณ์ผู้บริหารจำนวน 7 คน และการวิจัยแบบสังเกตภายใต้ทฤษฎีความหมายหน้าที่และบทบาทของการสื่อสารต่อการศึกษานอกระบบ ผลการวิจัยพบว่า 1. การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมสามารถเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงระบบการศึกษาด้วยความเสมอภาค และเท่าเทียมกันได้ระดับหนึ่ง โดยไม่จำกัดเพศ อายุ อาชีพ และรายได้ 2. การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมสามารถขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชน กลุ่มอาชีพใหม่ ๆ บางกลุ่ม ได้เข้ามาศึกษา 3. ด้านประสิทธิภาพการทำงานของผู้ให้บริการส่วนใหญ่ครูยังไม่ได้ใช้โทรทัศน์เพื่อการศึกษา เพราะออกอากาศไม่ตรงเวลา/โทรทัศน์ยังไม่ได้เปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนด้านเนื้อหาในรายการโทรทัศน์วิชาวิทยาศาสตร์ 1 ภาษาอังกฤษและส่งเสริมคุณภาพชีวิต 1 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นว่าครูสอนทางโทรทัศน์สามารถสอนเสริม/ทดแทนการขาดครูได้แต่วิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้เพราะไม่สามารถซักถามได้ 4. คุณภาพของนักศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมส่วนใหญ่เห็นว่าการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมช่วยได้ นักศึกษามีผลการเรียนดีขึ้น มีประโยชน์ เป็นการยกระดับการศึกษาให้สูงขึ้นและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้มากที่สุดแต่อาจมีพื้นความรู้ไม่พอถ้าต้องการใช้ประโยชน์ในการศึกษาต่อ 5. ด้านการบริหารการจัดการพบปัญหา-อุปสรรคด้านการประสานงานการผลิตรายการ ด้านเวลา ด้านบุคลากรด้านเทคนิค และด้านงบประมาณ ในอนาคตน่าจะนำระบบการปฏิรูปการศึกษามาใช้โดยจะกระจายอำนาจการบริหารงานสู่องค์กรท้องถิ่นให้เข้ามาถึงบทบาทด้านการบริหารงานการศึกษา
      บทคัดย่อ(English)The objective of this research was to evaluatethe effectiveness of distance education project throughThaicom Satellites from the receivers perspectives.Four research methodologies were undertaken : SurveyResearch of students and teachers; DocumentaryResearch; Interviewing ; Observation Research. The results of this research indicated that: 1. Distance education through Thaicom Satellitescould give an equal opportunity to people to accessthem, Regardless of gender, age, career, or income. 2. Distance education through Thaicom Satellitescould extend the educational opportunity for the othervariety groups of careers. 3. Majority of teachers did not use theeducational television program for their teaching dueto the inaccuracy of the schedule. Nevertheless,television programs have not changed yet the learningand teaching method. Regarding to the content ofScience, English, and Life Improvement Subject. Almostall participants agreed the teaching through televisioncould assist them when lacking of teachers, except inMathematics. 4. For the Quality of student, most of Thaicom'sstudents agreed that this educational system could helpto significantly improve their educational quality. Itwas useful to upgrade the education and couldeffectively adopt to use in daily life. However it willnot be enough for pursuing further education. 5. The problems and obstacles were productioncooperation, on-air schedule, personnel, technical andbudget. In the future, education evolution systemshould be brought to expand to local administrativeorganizations in order to play a crucial role inadministrating education system.
      ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
      จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์202 P.
      ISBN974-639-092-9
      สถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์
      คำสำคัญTHAICOM SATELLITESTHE EFFECTIVENESSDISTANCEEDUCATION
      วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง


      การศึกษาปัญหาและแนวทางการบริหารงานวิชาการ ของโรงเรียนในโครงการเด็กพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา

       Title

      การศึกษาปัญหาและแนวทางการบริหารงานวิชาการ ของโรงเรียนในโครงการเด็กพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา
      The Study of Problems and Guidelines in Academic Administration Mainstreaming Program for Special Needs Students in Primary School under The Primary Education Office in Nakhon Ratchasima

      Classification :.DDC: 371.9
      Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการเด็กพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา ตามกรอบงานการบริหารงานวิชาการ ของสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ ประกอบด้วยงานหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ งานการเรียนการสอน งานวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน งานนิเทศภายใน งานวัดผลและประเมินผล งานห้องสมุด งานอบรมทางวิชาการ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาในขั้นตอนการศึกษาปัญหา ใช้ประชากรทั้งหมดเป็น กลุ่มตัวอย่าง ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 182 คน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ จำนวน 182 คน ครูปฏิบัติการสอน จำนวน 182 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่า ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในขั้นตอนการศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการ ใช้การจัดสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ โรงเรียนในโครงการเด็กพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติ จำนวน 18 โรงเรียน ได้มาจากการเลือกแบบมีจุดมุ่งหมาย จำนวนร้อยละ 10 ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 18 คน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ จำนวน 18 คน ครูปฏิบัติการสอน จำนวน 18 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอเป็นแนวทางการบริหารงานวิชาการ ผลการศึกษาพบว่า 1. ปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในโครงการเด็กพิเศษเรียนร่วมกับ เด็กปกติ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยระดับปัญหามากที่สุด คือ งานวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน รองลงมาคือ งานห้องสมุด และ งานหลักสูตรและการ นำหลักสูตรไปใช้ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยระดับปัญหาน้อยที่สุดคือ งานจัดการเรียนการสอน 2. แนวทางในการบริหารงานวิชาการในแต่ละด้าน ได้แก่ 2.1 งานหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ ควรมีการวางแผน ตรวจสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้หลักสูตรนั้นมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ 2.2 งานการจัดการเรียนการสอน ควรมีการวางแผน และสร้างความตระหนัก ความเข้าใจในผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ควรมีการจัดทำแผนการสอนรายบุคคล และการจัดทำโครงการต่าง ๆ ที่จะช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ตลอดจนควรจะต้องมีการจัดทำ คู่มือครูในงานวิชาการ 2.3 งานประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน ควรมีการวางแผนร่วมกันระหว่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการจัดการศึกษา การศึกษาการใช้สื่อแต่ละประเภท ให้เหมาะสมกับผู้เรียน และควรร่วมมือกันในการผลิตสื่อขึ้นใช้เองภายในโรงเรียน ตลอดจนมีการประเมินผลการใช้และปรับปรุงให้มีความทันสมัยเหมาะกับการใช้งาน 2.4 งานนิเทศภายใน ควรมีการวางแผนและจัดระบบนิเทศภายในอย่างเป็น ลายลักษณ์อักษร มีการนิเทศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน 2.5 งานวัดผลและประเมินผล ควรมีการวางแผนร่วมกันเกี่ยวกับเกณฑ์ เครื่องมือ ระยะเวลาในการวัดผลและประเมินผล และควรมีการปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับเด็กที่มี ความต้องการพิเศษแต่ละประเภท 2.6 งานห้องสมุด ควรมีการวางแผนการใช้ และปรับปรุงห้องสมุด ประสานกับแหล่งเรียนรู้เพื่อขอเอกสาร สิ่งพิมพ์ วารสารต่าง ๆ เพื่อใช้ในห้องสมุด ตลอดจนควรจัดให้มีบรรณารักษ์เพื่อให้บริการประจำห้องสมุด 2.7 งานอบรมทางวิชาการ ควรมีการวางแผนและกำหนดแนวทางในการพัฒนาบุคลากรเป็นนโยบายของโรงเรียน ควรจัดให้มีการศึกษาดูงานการจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนร่วม The purpose of this research was to study problems and guidelines in academic administration mainstreaming program for special needs students in primary school under the office of Provincial Primary Education in Nakhon Ratchasima according to the working frame of academic administration under the office of National Primary Education consisting of the curriculum and how to use it , learning and teaching , materials and media for learning and teaching , intra – supervision , evaluation and assessment , library task and academic training The population used in the stage of studying problems were 182 administrators 182 Head of Academic Department and 182 teachers. Evidence was gathered using questionnaire. percentage , means , standard deviation were used in analysing the data. For the stage of studying guidelines in academic administration used 18 mainstreaming program for special needs students in primary schools as a group sampling which were selected by purposes for 10 percent consisting of 18 administrators , 18 Head of Academic Department and 18 teachers. Data were gathered single group discussion , issue analysing and presenting in the form of guidelines in academic administration. The results appeared as the following :- 1. Problems on academic administration mainstreaming program for special needs students in primary school under the Primary Education Office in Nakhon Ratchasima were carried out at moderate level. Considering on each aspects , it was found that problems on materials and media for learning and teaching appeared to be having the most problems and problems on library task including problems on curriculum and hoe to use it appeared to be having less problems. For the problems on managing learning and teaching appeared to be having the least problems. 2. Guidelines in academic administration on each aspects such as : 2.1 Curriculum and how to use it : should plan , examine , assess and improve it so that it becomes appropriateness and efficiency. 2.2 Learning and teaching : should plan and create recognition and understanding for everyone concerned , set the individual lesson plan and other projects to help the special needs students , including to prepare academical handbooks for teachers. 2.3 Materials and media for learning and teaching : should plan together among educational personnel who concern , study how to use each types of materials and media to be suitable with the students and collaborate to produce the media to use within the school including assess the results of utilization and improve them to be updated and suitable for operation. 2.4 Intra – supervision : should plan and set the intra-supervision system written in words , supervise regularly in order to increase morale to the practitioners. 2.5 Evaluation and assessment : should plan together about the criteria , instruments and the period of time for evaluation and assessment , improve them to be suitable for each kinds of special needs students. 2.6 Library tasks : should plan how to use and improve the library , contact with learning resources to request for some documents, publications and other journals to use in the library including should set regular librarians to serve in the library. 2.7 Academic training : should plan and quote guidelines to develop the personnels into the schools’ policy , manage to have trips for teachers’ visual education to see the schools which have been successful in managing the mainstreaming program.
      สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
      Address: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
      Email: library@nrru.ac.th
      Role: ประธานกรรมการ
      Role: กรรมการ
      Role: กรรมการ
      Created: 2546
      Modified: 2019-07-30
      Issued: 2548-08-06
      วิทยานิพนธ์/Thesis
      application/pdf
      ISBN: 9743162178
      CallNumber: 371.9
      tha
      ©copyrights มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

      QR CODE MS TEAM

       QR CODE :  MS TEAM  ของ นางสาวสุทธิรัตน์ คนใหญ่